SOLUTIONS FOR PEOPLE DEVELOPMENT – Training, Coaching, and Consulting

Calendar 2018_FB

Advertisements

โค้ช นักปั้นผู้นำ
เชิญ add line เพื่อรับข้อคิด ความรู้ สำหรับผู้นำ นะคะ
=> scan QR code หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40jbp4439c

จิตใจที่ดีนำมาซึ่งสมองที่แจ่มใส สามารถสร้างงานดีๆได้อย่างต่อเนื่องนะคะ

วันนี้มี 5 วิธีง่ายๆที่แนะนำให้ลองนำไปใช้ดู

1_20171226_180229

แต่ละวันเรามีความกดดันมากอยู่แล้วทั้งในการไล่ล่าเป้าหมาย ทำตามรายการงานที่ยาวเหยียด แถมยังต้องเกี่ยวข้องกับคนและปัจจัยมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ และหลายๆครั้งเราก็เผลอที่จะมา “ลง” ที่ตัวเอง ยิ่งทำกับตัวเองเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความเสียหายเท่านั้น ไม่มีใครทำร้ายตัวเราได้มากกว่าเราทำตัวเอง

หันมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองดีกว่าค่ะ เพื่อให้สมองแจ่มใส และอารมณ์ดีไปนานๆ

  1. ชื่นชมธรรมชาติ

    มองออกไปรอบๆตัว สัมผัสความเย็นของสายลม ฟังเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วอยู่ไกลๆ มองดูดอกไม้พริ้วไหวไปมา สูดดมความหอมของธรรมชาติ => ช่วยลดความกดดันตัวเองลง ผ่อนคลายและเบาสบายมากขึ้น

  2. มองตัวเองด้วยความชื่นชม

    ยืนหน้ากระจกเงา มองเข้าไปในดวงตา ยิ้มที่มุมปาก แล้วเอ่ยปากชื่นชมตัวเองสักเรื่อง อาจจะเป็นความงาม ความเก่ง ความพยาม ความตั้งใจดี ความใส่ใจ หรืออะไรก็ได้ที่เราอยากพูดให้ตัวเองได้ชื่นใจ => ทำให้เราปลื้มตัวเองได้

  3. ให้อภัยตัวเอง

    ความโกรธหรือโทษตัวเองก็เกิดมาจากความปรารถนาดีกับตัวเองนั่นแหละ ไม่อยากให้ผิดพลาด อยากให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี แต่ก็พลาดไปแล้ว ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการให้อภัยตัวเอง บอกตัวเองชัดๆว่าเราให้อภัย เราเชื่อว่าเราไม่ได้เจตนาหรอก ต่อไปจะระวังให้มากกว่านี้ => ทำให้เราคลายความกดดันลง มีพลังงานดีๆมากขึ้น

  4. อารมณ์เสียเมื่อไหร่ ให้หายใจลึกๆ

    ก็มีบ้างที่เราจะหงุดหงิดที่ช้าไป ไม่ทันใจ ทำอะไรไม่ดั่งใจตัวเอง หรือรู้สึกไม่สบอารมณ์ ซึ่งใครๆก็เป็นได้ทั้งนั้น แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทันทีที่รู้ตัว ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติให้ดี อย่าให้สมองตอบโต้แบบอัตโนมัติ ให้โอกาสสมองส่วนหน้าได้ทำงาน ให้ตัวเองได้เกิดสติก่อน => ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอารมณ์ตัวเอง

  5. พูดจากับตัวเองด้วยความอ่อนโยน

    เราแต่ละคนก็อยากได้ยินคำพูดไพเราะ ได้ยินคำหวานๆกันทั้งนั้น การพูดจาดีๆด้วยความอ่อนโยนกับตัวเอง ทำให้เรารู้สึกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง รักตัวเอง ปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อตัวเอง และอยากทำดีๆต่อตัวเอง

เพียงเท่านี้ สมองเราก็จะแจ่มใส จิตใจเบิกบาน จะทำอะไรก็ราบรื่นด้วยพลังงานดีๆแล้วค่ะ

 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FExcellenceResources%2Fvideos%2F1698394010192127%2F&show_text=0&width=560

รหัสลับสู่ความสำเร็จ Secret to Success
26 พฤศจิกายน 2560
คอร์ส 1 วัน เข้าใจง่าย ใช้ได้ทันที

https://www.facebook.com/events/118687572180860/

 

ผู้บริหารก็น่าจะเก่งที่สุดในองค์กรอยู่แล้ว ทำไมยังต้องมีโค้ชอีก?

Executive Coach หรือโค้ชผู้บริหาร ไม่ได้ทำให้ผู้บริหารทำงานได้ “เก่ง”ขึ้น
แต่ทำให้ผู้บริหารทำงานได้ “ดี” ขึ้น คิดถี่ถ้วนมากขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น

อ่านเพิ่มเติมที่ MGR Online

 

Slide53

ความเข้าใจเกี่ยวกับ Executive Coach

บทสนทนานี้เป็นจินตนาการของผู้เขียน ซึ่งถอดบทเรียนจากการติดตามและศึกษาจาก อ.เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย และบทสัมภาษณ์และสัมมนาของ Dr. Marshall Goldsmith 

D: การโค้ชคืออะไร

M: การสอนไม่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรมว่าคนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วนะ เราไม่รู้ว่าทัศนคติ นิสัย เปลี่ยนไปหรือเปล่า แต่การโค้ชนั้นผลลัพธ์จับต้องได้ เรามีกรอบระยะเวลาว่าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อถึงปลายทางจะเห็นว่าเจาได้ก้าวข้ามจุดนั้นไปหรือยัง ดังนั้นการสอนคือ I understand แต่การโค้ชทำให้ I do

K: การโค้ช คือ เพื่อน ชวน คิด คือเราชวนเขาคิดให้เขาได้แสดงความเก่งออกมาและลงมือแก้ปัญหาหรือเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเอง

D: แล้วคนเก่งๆเหล่านี้เขามาโค้ชเรื่องอะไรกันบ้างคะ

M: คุณลองคิดดูนะ คนเหล่านี้เก่งมากและทำเรื่องยอดเยี่ยมมาตลอด สิ่งที่เขามีคล้ายๆกันคือ ค่อนข้างรั้น เชื่อมั่นในความคิดตัวเอง ไม่ค่อยฟังคนอื่นเท่าไร คนที่ต้องการจะเป็นผู้บริหารที่ดีขึ้นจะต้องฟังให้ดีขึ้น ลดทิฐิลง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนรอบข้างมากขึ้น

K: ประสบการณ์ที่ผมเจอก็คล้ายๆกันนะครับ ผู้บริหารมักไม่ค่อยมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเอง มีอัตตาที่ไม่เหมาะสม และฟังไม่ค่อยเก่ง ผมพบว่าหากเขามีความตระหนักถึงพฤติกรรมของตัวเองว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อผู้อื่นหรือต่อผลงาน ด้วยการมีอัตตาในระดับที่เหมาะสมหรือ healthy ego และฟังให้ดีขึ้นกว่าเดิม บรรยากาศรอบๆตัวเขาก็จะดีขึ้น งานก็จะดีขึ้นด้วยครับ

D: เรื่องแบบนี้คนรอบตัวเขาบอกเขาไม่ได้เหรอคะ

K: คุณลองคิดดูนะ แต่ละวันจะมีพนักงานกี่คนที่อยากกินข้าว ดื่มกาแฟ กับผู้บริหารบ้าง ผมว่าไม่ค่อยมีนะ อย่าว่าแต่ไปสะท้อนความจริงให้ฟังเลย แค่กินข้าว พูดคุยสบายๆยังไม่อยากเลย

M: ใช่ครับ ยิ่งคนมีอำนาจมากก็ยิ่งไม่ชอบคนที่พูดอะไรไม่ค่อยเข้าหู วันๆก็เลยได้ยินแต่เรื่องที่อยากได้ยิน ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริง

D: แล้วเมื่อไรพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงได้คะ

K: อย่างที่ผมบอกไปแล้วครับว่าเมื่อมี awareness และยอมรับได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหล่านั้น เขาก็จะค่อยๆแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้ครับ

M: ใช่ครับ คนส่วนมากไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงครับ แต่เมื่อเขาเริ่มยอมรับว่าตัวเองมีข้อผิดพลาด มีจุดบกพร่อง ก็จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงได้ครับ

D: แล้วตัวโค้ชเองหล่ะคะ ต้องเก่งแค่ไหนถึงจะโค้ชผู้บริหารได้

K: ผมบอกได้เลยครับว่า 1 ใน 3 นั้นเฟล เราไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่จะไปบังคับให้เขาทำหรือไม่ทำอะไร ที่สำคัญเขาต้องมีความพร้อมและต้องลงมือทำด้วยตัวเองถึงจะสำเร็จครับ

M: ผมทำได้แค่ช่วยให้เขาเข้าใกล้สิ่งที่เขาอยากเป็นหรืออยากไปให้ถึง ผมไม่ได้ชี้ชะตาว่าคุณต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้สิ เพราะมันต้องมาจากภายในตัวเขาเอง

D: แล้วโค้ชต้องมีโค้ชด้วยไหมคะ

M: ผมไม่มีโค้ช แต่ผมจ้างคนๆหนึ่งโทรมาหาผมทุกวัน เพื่อฟังผมอ่านคำถามและคำตอบที่ใช้กระตุ้นตัวเองให้มีสติ ให้รู้ว่าผมอยู่จุดไหนแล้ว เพราะผมรู้ว่าผมไม่มีวินัยมากพอที่จะทำแบบนี้ด้วยตัวเอง ผมยอมรับและต้องการความช่วยเหลือจากใครบางคน คนเรามีเรื่องที่ต้องพัฒนาเสมอๆนะครับ

K: ผมมีทั้งโค้ชและคนที่คอยโทรหาผมทุกวันเพื่อคอยกระตุ้นให้ผมทำบางสิ่งบางอย่างที่วางแผนลงมือทำในช่วงนั้นครับ เมื่อผมต้องการพัฒนาตัวเองให้ไปสู่ระดับที่ดีกว่า ผมวางแผน และถ้าต้องมีคนคอยกระตุ้นหรือร่วมเดินทาง ผมก็ไม่ลังเลครับ

#ExecutiveCoach
#CoachingBook
#หลักสูตรโค้ช
#ExcellenceResources

%d bloggers like this: